จากประสบการณ์ตรงของผมที่เดินทางต่างประเทศบ่อย สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดไม่ใช่เรื่องหลงทาง
แต่เป็นเรื่อง “ติดต่อใครไม่ได้” ครับ
เคยไหมครับ? ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วลงไปกินข้าวชั้นใต้ดิน หรือไปเดินป่าที่สวิสฯ แล้วเจอปัญหา ไม่มีสัญญาณมือถือ จะโทรหาเพื่อนที่เดินแยกกันก็ไม่ได้ หรือจู่ๆ มีสายด่วนจากที่ทำงานโทรเข้ามา จะกดรับก็กลัวค่า โรมมิ่ง (Roaming) บานปลายจนไม่กล้ารับสาย
บทความนี้ผมจะมาแชร์ฟีเจอร์ที่ช่วยชีวิตผมไว้หลายทริป นั่นคือ WiFi Calling หรือ VoWiFi ครับ
บทความนี้เหมาะสำหรับ
・สายเที่ยวต่างประเทศ แต่ต้องโทรศัพท์ติดต่อคนที่บ้าน
・คนทำงาน ที่ต้องแสตนด์บายรับสายลูกค้าหรือหัวหน้าตลอดเวลา
Table of Contents
WiFi Calling คืออะไร?

ถ้าจะอธิบายแบบภาษาชาวบ้าน WiFi Calling (หรือทางเทคนิคเรียกว่า VoWiFi – Voice over WiFi)
คือการที่เรา “ยืม” สัญญาณอินเทอร์เน็ต WiFi แถวนั้น มาทำหน้าที่แทนเสาสัญญาณโทรศัพท์ครับ
ปกติเวลาเราโทรหากัน เราต้องพึ่งพา สัญญาณโทรศัพท์ (Cellular Signal) จากเสาต้นต่างๆ ใช่ไหมครับ
แต่เจ้าฟีเจอร์นี้มันฉลาดกว่านั้น คือเมื่อไหร่ที่มือถือเราจับสัญญาณ WiFi ได้ปุ๊บ (และเปิดฟีเจอร์นี้ไว้)
มันจะสลับโหมดให้เราสามารถ รับสาย/โทรออก ผ่านเน็ตได้เลยทันที โดยยังใช้ “เบอร์เดิม” ของเรานี่แหละครับ
ไม่ต้องสมัครแอปฯ ใหม่ให้ยุ่งยาก
สิ่งที่ผมชอบ: มันเนียนมากครับ ปลายสายไม่รู้เลยว่าเราอยู่ต่างประเทศ หรืออยู่ในจุดอับสัญญาณ เพราะเบอร์ที่โชว์ก็คือเบอร์มือถือปกติของเราเลย
ทำไมผมถึงขาดฟีเจอร์นี้ไม่ได้?
จากที่ใช้งานจริงมาหลายปี นี่คือเหตุผลที่ผมต้องเช็คทุกครั้งว่าเปิดใช้งานหรือยัง:
รับ OTP ธนาคารได้: อันนี้สำคัญสุด! เวลาจะช้อปปิ้งออนไลน์หรือโอนเงินตอนอยู่ตปท. เราต้องใช้ OTP ใช่ไหมครับ ถ้าไม่มีสัญญาณมือถือคือจบข่าว แต่ถ้ามี WiFi Calling SMS OTP เด้งเข้าปกติเลยครับ ชีวิตดีมาก
รอดตายในจุดอับสัญญาณ: เคยไปพักโรงแรมเก่าๆ ที่กำแพงหนามาก หรือร้านอาหารชั้นใต้ดินที่ ไม่มีสัญญาณมือถือ ไหมครับ? พอเกาะ WiFi ร้านปุ๊บ ผมโทรคุยงานต่อได้เลย เสียงใสคมชัดแบบ HD Voice ด้วย
ประหยัดค่าโรมมิ่งมหาศาล: เดี๋ยวผมจะเล่าในหัวข้อถัดไปว่ามันช่วยเซฟเงินหลักพันหลักหมื่นได้ยังไง
เรื่องเงินเรื่องใหญ่: WiFi Calling เสียเงินไหม?

หลายคนกลัว (ผมเองตอนแรกก็กลัว) ว่ามันจะแอบคิดเงินเพิ่มไหม?
จากบิลค่าโทรศัพท์ที่ผมจ่ายจริง สรุปได้แบบนี้ครับ:
กรณีอยู่เมืองไทย
คิดตาม แพ็กเกจปัจจุบัน ของเราเลยครับ ถ้าคุณมีโปร “โทรฟรีทุกเครือข่าย 200 นาที”
การโทรผ่าน WiFi ก็จะไป หักนาทีโทร ในโควตานั้นครับ ไม่เสียตังค์เพิ่ม
กรณีอยู่ต่างประเทศ (ไฮไลท์สำคัญ!)
รับสายจากไทย: ฟรีครับ! (ปกติรับสายโรมมิ่ง นาทีละ 20-30 บาท เจออันนี้เข้าไป ฟินเลย)
โทรกลับไทย:
คิดเหมือนเราอยู่ไทยครับ คือถ้ามีนาทีโทรฟรีเหลือ ก็ โทรฟรี ถ้าไม่มีก็จ่ายตามเรทโทรในประเทศปกติ
ข้อควรระวัง:
ห้าม ใช้ WiFi Calling โทรหาเบอร์ท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ (เช่น โทรจองร้านอาหารในญี่ปุ่น) เพราะระบบจะมองว่าเรา “โทรจากไทยไปญี่ปุ่น” กลายเป็นโดนคิดเรทโทรทางไกลระหว่างประเทศ (IDD) ทันที แพงหูฉี่ครับ!
วิธีตั้งค่า (Settings) ก่อนบิน: iOS และ Android
แนะนำให้ทำตั้งแต่อยู่ไทยนะครับ เพื่อเช็คว่า ซิมการ์ด (SIM Card/eSIM) และแพ็กเกจของเรารองรับไหม
ทีม iPhone (iOS)
1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > โทรศัพท์ (Phone)
2. หาเมนู Wi-Fi Calling (การโทรผ่าน Wi-Fi)
3. กดเปิดให้เป็นสีเขียว ตรง “Wi-Fi Calling on This iPhone”
ทีม Android
1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings)
2. เข้าเมนู การเชื่อมต่อ (Connections) หรือ ซิมการ์ด
3. เลือกเบอร์หลักของเรา แล้วเปิดสวิตช์ตรงคำว่า VoWiFi หรือ WiFi Calling
Tip: ถ้าหาไม่เจอ ลองกดอัปเดตระบบ หรือทำ Carrier Update ดูก่อนนะครับ
หรือเช็คดูว่า สมาร์ทโฟนที่รองรับ รุ่นของเราเปิดใช้บริการนี้กับเครือข่ายหรือยัง
สูตรลับ: วิธีใช้ตอนอยู่ต่างประเทศไม่ให้ “บิลช็อค”
อันนี้เป็น ทริคส่วนตัว ที่ผมใช้ทุกครั้งเพื่อความชัวร์ 100% ว่าจะไม่โดนคิดเงินมั่วครับ:
1. เปิด Airplane Mode (โหมดเครื่องบิน) ทันที: พอเครื่องแตะพื้นรันเวย์ปุ๊บ ผมจะเปิดโหมดเครื่องบินค้างไว้เลย เพื่อตัดวงจร เครือข่ายมือถือ ไม่ให้มันแอบไปจับสัญญาณ Roaming
2. เปิด WiFi: ทั้งที่ยังเปิดโหมดเครื่องบินอยู่นั่นแหละครับ ให้กดเปิด WiFi แล้ว เชื่อมต่อ WiFi (ไม่ว่าจะของโรงแรม หรือ Pocket WiFi ที่พกไป)
3. เช็คหน้าจอ: รอสักพัก ให้สังเกตมุมบนหน้าจอ จะต้องมีคำว่า “VoWiFi”, “WiFi Calling” หรือรูปโทรศัพท์พร้อมสัญลักษณ์ WiFi ขึ้นมา
4. โทรได้เลย: ถ้าสัญลักษณ์ขึ้นแล้ว แปลว่าปลอดภัย โทรผ่านเน็ต กลับไทยได้เลยครับ
เตือน: ถ้าสัญญาณ WiFi หลุดขณะโทร สายจะตัดไปเลย
(ซึ่งดีแล้วครับ เพราะถ้ามันไม่ตัด มันอาจจะเด้งไปจับสัญญาณ Roaming ทำให้เสียเงิน)
เปรียบเทียบชัดๆ: WiFi Calling vs Roaming vs Line
เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมผมถึงเชียร์ WiFi Calling ลองดูตารางเปรียบเทียบจากประสบการณ์ใช้งานจริงครับ
| เรื่องที่ต้องรู้ | WiFi Calling (VoWiFi) | Roaming (โรมมิ่งปกติ) | โทรผ่าน Line/App |
| ความชัดของเสียง | ชัดมาก (HD) ดีเลย์น้อย | แล้วแต่บุญแต่กรรม (สัญญาณ) | มักจะดีเลย์/เสียงก้อง |
| โทรหาเบอร์บ้าน | ทำได้ (อันนี้เจ๋งสุด) | ได้ (แต่แพง) | ทำไม่ได้ |
| รับสายจากไทย | ฟรี | เสียเงิน (เจ็บหนัก) | ฟรี (แต่ต้องมีเน็ตทั้งคู่) |
| ความเสถียร | ขึ้นอยู่กับ WiFi ที่เกาะ | เสถียรกว่าในพื้นที่โล่ง | ไม่ค่อยเสถียร |
| เหมาะกับ | ติดต่อธุรกิจ/ธนาคาร/ครอบครัว | กรณีฉุกเฉินจริงๆ | คุยเล่นทั่วไป |
Q&A: ไขข้อข้องใจเรื่อง WiFi Calling ที่คนถามบ่อยที่สุด
Q1: ถ้าอยู่ต่างประเทศ แล้วเพื่อนโทรหาเราจากไทย เพื่อนจะเสียค่าโทรแพงไหม?
ตอบ: ไม่แพงครับ เพื่อนของคุณเสียค่าโทรตามแพ็กเกจปกติเหมือนโทรหาคุณตอนอยู่เมืองไทยเลยครับ ไม่เสียค่าโทรต่างประเทศ ส่วนตัวคุณเองที่เป็นฝ่ายรับสาย ถ้าต่อ WiFi Calling อยู่ ก็ รับสายฟรี ครับ วิน-วิน ทั้งคู่
Q2: จำเป็นต้องโหลดแอปฯ เพิ่มไหม? ต้องแอดเพื่อนก่อนหรือเปล่า?
ตอบ: ไม่ต้องโหลดแอปฯ อะไรเพิ่มเลยครับ และไม่ต้องแอดเพื่อนด้วย เพราะฟีเจอร์นี้ฝังมากับ สมาร์ทโฟนที่รองรับ อยู่แล้ว (ทั้ง iOS และ Android) ใช้เบอร์โทรศัพท์เดิมของคุณโทรออกได้เลย ปลายสายจะเป็นเบอร์บ้าน เบอร์ออฟฟิศ หรือเบอร์ป้าข้างบ้านที่ไม่ได้เล่นเน็ต ก็รับสายเราได้ปกติครับ
Q3: รับ SMS OTP จากธนาคารได้ไหม?
ตอบ: ได้แน่นอนครับ นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ผมขาด WiFi Calling ไม่ได้ เวลาจะรูดบัตรเครดิตซื้อของ หรือโอนเงินผ่านแอปฯ ที่ต้องใช้ OTP ขอแค่เชื่อมต่อ WiFi และขึ้นสัญลักษณ์ VoWiFi ข้อความ SMS จะเด้งเข้าทันทีเหมือนอยู่ไทยครับ
Q4: ทำไมเปิด Airplane Mode (โหมดเครื่องบิน) แล้วยังโทรได้?
ตอบ: ปกติโหมดเครื่องบินจะตัดทุกสัญญาณรวมถึง สัญญาณโทรศัพท์ (Cellular) ครับ แต่เราสามารถ “กดเปิด WiFi” ซ้ำอีกทีหลังจากเปิดโหมดเครื่องบินได้ เพื่อให้เครื่องจับเฉพาะสัญญาณอินเทอร์เน็ต วิธีนี้เป็นเทคนิคที่ปลอดภัยที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้เน็ตมือถือรั่วไหลเป็นค่า โรมมิ่ง ครับ
Q5: ถ้า WiFi ที่โรงแรมไม่แรง จะใช้งานได้ไหม?
ตอบ: ถ้าเน็ตไม่เสถียร อาจจะเจออาการเสียงขาดๆ หายๆ หรือสายหลุดได้ครับ เพื่อความชัวร์และคุณภาพเสียงระดับ HD Voice ผมแนะนำให้พก Pocket WiFi ส่วนตัว หรือเลือกซิมเน็ตที่มีความเร็วคงที่ จะช่วยให้คุยรู้เรื่องกว่าการไปลุ้น WiFi ฟรีตามที่สาธารณะครับ
Q6: ใช้ WiFi Calling โทรหาเบอร์โรงแรมหรือจองร้านอาหารในต่างประเทศได้ไหม?
ตอบ: “ไม่แนะนำ” ครับ เพราะระบบจะมองว่าเราโทรจากไทยไปยังประเทศนั้นๆ ซึ่งจะถูกคิดเงินเป็นเรท โทรต่างประเทศ (IDD) ที่แพงมากครับ ถ้าจะโทรจองร้านอาหารแนะนำให้ใช้ซิมท้องถิ่น หรือให้พนักงานโรงแรมช่วยโทรจะประหยัดกว่าครับ
สรุปสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเดินทาง
จากประสบการณ์ของผม WiFi Calling คือตัวช่วยที่ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราสบายใจขึ้นเยอะครับ ไม่ต้องกลัวขาดการติดต่อ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพียงแค่:
1. ตั้งค่า (Settings) เปิดใช้งานตั้งแต่อยู่ไทย
2. พก Pocket WiFi หรือซื้อ Sim Net ที่แชร์ Hotspot ได้แรงๆ
3. ใช้สูตร Airplane Mode ที่ผมบอกไป
คำแนะนำทิ้งท้าย:
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ WiFi Calling ใช้งานได้ดี คือ “อินเทอร์เน็ตที่เสถียร” ครับ ถ้า WiFi ที่โรงแรมไม่ดี การโทรก็จะติดขัด
Pocket WiFi ที่มีคุณภาพจาก BANGKOK SAMURAI พร้อมให้คุณท่องโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะ ใช้งาน WiFi Calling แชร์ภาพสวย ๆ หรือใช้งานแผนที่ ก็มั่นใจได้ตลอดทริป!
SAMURAI WiFi – Pocket WiFi เช่าได้กว่า 150 ประเทศทั่วโลก!
ดูรายละเอียดแพ็กเกจและโปรโมชั่นพิเศษได้ ที่นี่
SAMURAI SIM / eSIM
เพียง “ใส่ซิม” หรือ “สแกน QR Code” ก็ใช้งานได้ทันทีทั่วโลก
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

WiFi Calling (VoWiFi) ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ทางเทคนิคบนมือถือ แต่มันคือ “อิสระ” ที่ช่วยให้คุณพกพาเบอร์โทรศัพท์เดิม ข้ามน้ำข้ามทะเลไปได้ทุกที่ จะโทรหาคนรักที่ไทย คุยงานด่วน หรือรับ SMS ธุรกรรมสำคัญ ก็ทำได้ราบรื่นเหมือนตัวอยู่บ้าน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องบิลค่าใช้จ่ายตอนสิ้นเดือน
แต่แน่นอนว่า… “รถจะวิ่งได้ต้องมีน้ำมัน WiFi Calling จะใช้ได้ก็ต้องมีเน็ตที่แรง”
กุญแจสำคัญที่จะทำให้เทคนิคนี้สมบูรณ์แบบ คือการมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ เสถียร และ ครอบคลุม ตลอดทริป เพื่อให้เสียงของคุณส่งไปถึงปลายทางได้อย่างคมชัด ไม่มีสะดุด










