“ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องไปพิชิตแสงเหนือ” น่าจะเป็นปณิธานของนักเดินทางหลายคน แต่เมื่อเริ่มวางแผน
คำถามแรกที่มักจะเกิดขึ้นคือ “ไปดูแสงเหนือที่ไหนดี?” เพราะในโซนยุโรปมีหลายประเทศที่สามารถชมปรากฏการณ์นี้ได้ ซึ่งแต่ละที่ก็มีจุดเด่น บรรยากาศ และงบประมาณที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
บทความนี้ BS Mobile จะพาคุณไปเจาะลึกและเปรียบเทียบ 4 ประเทศในฝันของนักล่าแสงเหนือ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าทริปปลายปีนี้ ประเทศไหนที่ “ใช่” สำหรับสไตล์การเที่ยวของคุณที่สุด
บทความนี้เหมาะสำหรับ
・ผู้โฟกัสการเดินทางไปชม แสงเหนือ
・ผู้ต้องการเปรียบเทียบสถานที่ยอดนิยมในแต่ละประเทศ
・ผู้สนใจเรื่องการถ่ายรูป แสงเหนือ
Table of Contents

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปดูแสงเหนือ คือเดือนไหน?
ก่อนจะเลือกสถานที่ เราต้องเช็คปฏิทินกันก่อน ช่วงเวลาล่าแสงเหนือในยุโรปจะเริ่มตั้งแต่
ปลายเดือนกันยายน ถึง ปลายเดือนมีนาคม ของทุกปี
ช่วงลุ้นง่ายที่สุด: เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ (กลางคืนยาวนาน ท้องฟ้ามืดสนิท)
ช่วงอากาศเป็นมิตร: เดือนกันยายน และ มีนาคม (ไม่หนาวจัดจนทรมาน ยังพอมีแสงกลางวันให้เที่ยวที่อื่นได้)
ข้อควรรู้: แสงเหนือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่มีใครการันตีได้ 100% แต่การเลือก “สถานที่” และ “ช่วงเวลา” ที่ถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสจาก 50% เป็น 90% ได้ครับ
Tips เพื่อการชมแสงเหนือให้ประทับใจไม่รู้ลืม
จุดที่เราจะสามารถมองเห็นแสงเหนือได้ชัดและบ่อย คือประเทศในแถบสแกนดิเนเวียตอนเหนือ ที่ช่วงละติจูดระหว่าง 66 องศาเหนือ ถึง 69 องศาเหนือ หรือที่เรียกรวม ๆ ว่า “ออโรร่าโซน” (Aurora Zone)
และเพราะนี่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะกะเกณฑ์ได้ยากว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนช่วงเวลาไหน เมื่อใด และนานเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความผันแปรของปรากฏการณ์ทางสุริยะ (Solar Activity) สภาพอากาศ และตำแหน่งของสนามแม่เหล็กโลก
แต่อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะอย่างน้อย เราก็สามารถระบุช่วงเดือนได้คร่าว ๆ คือตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมและต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนเมษายน และจะยิ่งเห็นได้ชัดที่สุดหากเป็นช่วงที่ฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆบัง และเป็นในช่วงฤดูหนาว
ถึงจะต้องวัดดวงกันสักนิด แต่เชื่อสิ ว่าถ้าได้เห็นแสงเหนือด้วยสองตาสักครั้งก็คุ้มแล้ว!
เจาะลึก 4 ประเทศยอดฮิต: ไปดูแสงเหนือที่ไหนดี?
หากคุณปักหมุดว่าจะไปยุโรป นี่คือ 4 ประเทศในกลุ่ม “Aurora Zone” ที่เราแนะนำ
โดยวิเคราะห์จากความสวยงาม ความสะดวก และโอกาสในการเห็นครับ

ฟินแลนด์ (Finland): ความโรแมนติกและ Glass Igloo
สำหรับคู่รักหรือครอบครัวที่ถามว่า “ไปดูแสงเหนือที่ไหนดี ที่ไม่ต้องทนหนาว?” ต้องยกให้ฟินแลนด์ โดยเฉพาะโซนแลปแลนด์ (Lapland)
ทำไมต้องไปที่นี่: โด่งดังเรื่องที่พักแบบ Glass Igloo (โดมกระจก) คุณสามารถนอนห่มผ้าอุ่นๆ ดูแสงเหนือจากบนเตียงได้เลย นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านซานตาคลอสและกิจกรรมนั่งรถลากเลื่อนกวางเรนเดียร์
จุดไฮไลต์: เมือง Rovaniemi, เมือง Inari (ยิ่งขึ้นเหนือ ยิ่งมืด ยิ่งเห็นชัด)
ข้อควรระวัง: ที่พักแบบ Glass Igloo ราคาค่อนข้างสูงและเต็มเร็วมาก ต้องจองล่วงหน้าข้ามปี

สวีเดน (Sweden): จุดที่ฟ้าเปิดที่สุด โอกาสเห็นสูงสุด
สำหรับคนที่จริงจัง ไม่อยากผิดหวัง และถามหา “สถิติการเห็นสูงสุด” สวีเดนคือม้ามืดที่น่าสนใจ
ข้อควรระวัง: ความเจริญอาจจะไม่เท่าเมืองท่องเที่ยวหลักๆ เน้นมาเพื่อดูแสงเหนือและธรรมชาติจริงๆ
ทำไมต้องไปที่นี่: ที่อุทยานแห่งชาติ Abisko มีจุดที่เรียกว่า “Blue Hole” เป็นพื้นที่พิเศษที่ลมจะพัดเมฆออกไป ทำให้ท้องฟ้าเปิดโล่งกว่าที่อื่น แม้พื้นที่รอบข้างจะมีพายุหิมะ แต่ตรงนี้มักจะเคลียร์ จนได้ชื่อว่าเป็นจุดที่ดูแสงเหนือที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
จุดไฮไลต์: Aurora Sky Station ในอุทยานแห่งชาติ Abisko, โรงแรมน้ำแข็ง (Icehotel) ที่ Kiruna

นอร์เวย์ (Norway): เมืองหลวงแห่งแสงเหนือที่สะดวกสบาย
หากคุณเน้นความชัวร์และอยากซื้อทัวร์แบบมืออาชีพ นอร์เวย์มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวแสงเหนือสูงที่สุด
ข้อควรระวัง: ค่าครองชีพสูงที่สุดในกลุ่ม 4 ประเทศนี้ (ค่าอาหาร ค่าเดินทาง)
ทำไมต้องไปที่นี่: เมือง Tromsø ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งแสงเหนือ มีทัวร์ “Aurora Hunting” ให้เลือกเยอะมาก พาขับรถหนีเมฆไปจนกว่าจะเจอแสง แถมวิวฟยอร์ด (Fjord) ยังสวยงามเป็นเอกลักษณ์
จุดไฮไลต์: เมือง Tromsø, หมู่เกาะ Lofoten

ไอซ์แลนด์ (Iceland): สวรรค์ของสายลุยและช่างภาพ
หากคำตอบของคุณคือ “อยากได้รูปวิวอลังการที่มีฉากหน้าเป็นภูเขาไฟหรือน้ำตก” ไอซ์แลนด์คือคำตอบที่ดีที่สุด
ทำไมต้องไปที่นี่: เป็นประเทศเดียวที่ลุ้นเห็นแสงเหนือได้ “ทั่วทั้งเกาะ” ไม่ต้องขับรถไกลไปเมืองเฉพาะเจาะจง แค่ออกมาจากตัวเมืองเรคยาวิก (Reykjavik) นิดเดียวก็เห็นได้แล้ว
จุดไฮไลต์: ภูเขา Kirkjufell, ทะเลสาบธารน้ำแข็ง Jökulsárlón
ข้อควรระวัง: สภาพอากาศแปรปรวนมาก ลมแรง และต้องเช่ารถขับเองจะสะดวกที่สุด (ต้องขับรถแข็ง)
ตารางเปรียบเทียบ: เลือกประเทศไหนให้เหมาะกับคุณ?
เพื่อให้คุณตอบตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ไปดูแสงเหนือที่ไหนดี เราสรุปข้อมูลสำคัญไว้ในตารางนี้ครับ
| ปัจจัยการตัดสินใจ | ไอซ์แลนด์ (Iceland) | ฟินแลนด์ (Finland) | นอร์เวย์ (Norway) | สวีเดน (Sweden) |
| จุดเด่น | วิวธรรมชาติอลังการ | นอนดูจาก Glass Igloo | ทัวร์เยอะ, วิวฟยอร์ด | ฟ้าเปิดบ่อย เห็นง่ายสุด |
| ความสะดวกสบาย | ⭐⭐⭐ (เน้นลุย) | ⭐⭐⭐⭐⭐ (พักผ่อน) | ⭐⭐⭐⭐⭐ (ครบครัน) | ⭐⭐⭐ (เงียบสงบ) |
| งบประมาณ | สูง | สูง | สูงมาก | ปานกลาง – สูง |
| เหมาะกับใคร? | สาย Road Trip / ถ่ายรูป | คู่รัก / ครอบครัว | มือใหม่ / เน้นทัวร์ | คนเน้นผลลัพธ์ (ต้องเห็น!) |
สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนไปล่าแสงเหนือ
เมื่อเลือกประเทศได้แล้ว การเตรียมตัวคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ภารกิจสำเร็จ
เครื่องแต่งกาย (Layering): ต้องใส่แบบ 3 ชั้น (Base, Mid, Outer Layer) เพราะกลางคืนอุณหภูมิอาจติดลบถึง -20 องศา เตรียมถุงร้อน (Kairo) ไปเผื่อด้วยจะช่วยได้มาก
แอปพยากรณ์แสงเหนือ: โหลดแอปฯ อย่าง “Aurora” หรือ “My Aurora Forecast” เพื่อเช็คค่า KP Index และสภาพเมฆแบบ Real-time
อินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อตลอดเวลา: ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการล่าแสงเหนือต้องขับรถไปยังจุดที่มืดและห่างไกล คุณจำเป็นต้องใช้เน็ตเพื่อ:
– ดูแผนที่ (Google Maps) ไม่ให้หลงทาง
– เช็คพยากรณ์อากาศสดๆ ว่าเมฆจะลอยไปทางไหน
– Live สดหรืออัปรูปอวดเพื่อนทันทีที่เจอแสง
เริ่มต้นการชมออโรร่าของคุณด้วย WiFi ที่ไว้ใจได้จาก BANGKOK SAMURAI!
Pocket WiFi/SIM/eSIM ที่มีคุณภาพจาก BANGKOK SAMURAI พร้อมให้คุณท่องโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะแชร์ภาพสวย ๆ หรือใช้งานแผนที่ ก็มั่นใจได้ตลอดทริป!
SAMURAI WiFi – Pocket WiFi เช่าได้กว่า 150 ประเทศทั่วโลก!
ดูรายละเอียดแพ็กเกจและโปรโมชั่นพิเศษได้ ที่นี่
SAMURAI SIM / eSIM
เพียง “ใส่ซิม” หรือ “สแกน QR Code” ก็ใช้งานได้ทันทีทั่วโลก
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

สุดท้ายนี้ หวังว่าบทความนี้ของเรา จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับคนที่กำลังวางแผนจะไปชมแสงเหนือถึงทวีปยุโรป และหากจะให้ดี หลังได้ชมออโรร่าแล้ว จะแวะเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ในประเทศนั้น ๆ ด้วยก็ดีไม่หยอก ไม่ว่าจะไปแบบฉายเดี่ยว เป็นคู่ หรือหมู่คณะก็สนุกได้
การดูออโรร่า ในกลุ่มประเทศ สแกนดิเนเวีย นั้นให้ประสบการณ์ที่หลากหลาย นอร์เวย์ และ ฟินแลนด์ มักถูกยกให้เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งด้านความสะดวกและโอกาสในการเห็น แสงเหนือ สูง ขณะที่ ไอซ์แลนด์ และ สวีเดน มอบทัศนียภาพที่แตกต่างกันไป การติดตาม พยากรณ์ และการเลือก ที่พัก ที่เหมาะสมจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จใน ทริป ของคุณ










